ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ

บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 17/06/2554
ปรับปรุงเวบเมื่อ 23/06/2560
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 1507


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (1507)
 ไม้แปรรูป
 ไม้อัด
 ไม้ปาร์เก้
 ไม้พื้นรางลิ้น
 ไม้โครงเฟอร์นิเจอร์ ไม้จ๊อย
 ประตูไม้
 ประตูuPVC, ประตูPVC
 วงกบ,ไม้วงกบ
 คิ้วบัว,ไม้คิ้ว,ไม้บัว,ไม้คิ้วบัว
 คอนวูด,conwood
 วีว่าบอร์ด, vivaboard
 วัสดุตกแต่ง



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ



สนใจติดต่อเรา

Tel.02-9128449,02-5852440,02-5857474,02-5878749

Fax.02-5878749,02-9128499

Line: s.samakkeecorp

E-Mail: s_samakkee@yahoo.com

Facebook: samakkeetimber99@gmail.com

ไม้เยอะ "ไม้ดี"

 บจก. ส.สามัคคี คอร์ปอร์เรทท์

บทความ
ย้อนอดีตชุมชนประชานฤมิตร (อ่าน 4945/ตอบ 0)

….ทำไมบางนี้ จึงเรียกว่า บางซื่อ แม้กวีเอกอย่างสุนทรภู่ ยังได้แต่งไว้ใน นิราศพระบาท  ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 1  บรรยายเมื่อมาถึงบางซื่อ  ไว้ด้วยสำนวนกลอนที่เปรียบเปรยได้อย่างไพเราะคมคายมีความหมายยิ่งว่า

                ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต

เหมือนชื่อจิตพี่ที่ตรงจำนง สมร

                มิตรจิตขอให้มิตรใจจร

ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง

กรุงเทพฯ  เมื่อครั้งโบราณ ได้รับสัมญานามว่า  เวนิสตะวันออก ด้วยเหตุที่สมัยก่อน  การเดินทางใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก ถนนหนทางยังมีไม่มากนัก และยังไม่สะดวกเช่นสมัยนี้ ผู้คนสัญจรไปมาด้วยเรือแพ และยังไม่สะดวกเช่นสมัยนี้ ผู้คนสัญจรไปมาด้วยเรือแพ เรือจ้าง บ้างก็เรือแจว

                แต่ก่อนนั้น  บริเวณพื้นที่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ลำคลอง จะเป็นแหล่งก่อกำเนิดชุมชน ชาวบ้านตั้งรกรากทำมาหากิน อาศัยน้ำดื่มน้ำใช้จากแม่น้ำลำคลอง ในการทำสวน ไร่นา กับทั้งเป็นเส้นทางนำสินค้าพืชไร่พืชสวน บรรทุกเรือออกไปขายตามที่ต่างๆ

                ย้อนอดีตชุมชนประชานฤมิตร    จึงเริมขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง และชุมชนประชานฤมิตรแห่งนี้ ก็เช่นกัน  เดิมชุมชนประชานฤมิตร เป็นชุมชนเก่าแก่ ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา  ในซอยประชานฤมิตร 24  ซึ่งเป็นซอยเชื่อมระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1  กับถนนกรุงเทพ-นนทบุรี  มีจำนวนประชากร 2,184 คน ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นแถวยาวไปตามสองฟากถนน ระยะทาง 1,100 เมตร รวม 546 หลังคาเรือน ในอาณาบริเวณพื้นที่ประมาณ 53 ไร่

                หากสืบสาวราวเรื่อง นับย้อนไปในอดีต ก่อนจะเป็มชุมชนประชานฤมิตร  จากการสัมภาษณ์ คุณสุพรรณ ธรรมศาสตร์สิทธิ์ อายุ 47 ปี ผู้เป็นลูกหลานของปู่ย่าตายายบรรพบุรุษของชุมชนแห่งนี้และผู้รู้เรื่องราวเก่าๆ  เล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาที่แตกต่างไปจากชุมชนอื่นๆ

                ในยุคสมัยก่อนที่จะเจริญรุ่งเรือง  พื้นที่เดิมชาวบ้านมีอาชีพทางการเกษตร ยกร่องทำสวน มีทั้งสวนส้ม ทุเรียน ขนุน มังคุด ลุมุด ลำไย เป็นต้น

          เจ้าของที่ดินเก่าที่ลูกหลานขอจารึกไว้ให้ปรากฏเป็นเกียรติแก่ชมชุน และวงต์ตระกูล ดังนี้

  1. คุณครูวัติ  ขำสายทอง
  2. พลโทเผชิญ  นิมิตบุตร
  3. คุณปลูก  สุขศรีเจริญ
  4. คุณเฉลิม  สุขมาก
  5. คุณเลี่ยม  ศรีศิริกุล
  6. คุณเลื่อม  ศรีชมพู
  7. คุณพุก  ศรีชมพู
  8. คุณปลื้ม  ศรีชมพู
  9. คุณจำนง  เวียงเกตุ
  10. คุณย่าสุมาลี วราทร
  11. คุณปู่กลม  วาดสันทัด
  12. คุณย่าบ๊วย  เวียงเกตุ
  13. คุณย่าเอม  ตุงคะบูรณะ
  14. คุณปู่พลบ  ธรรมศาสตร์สิทธิ์
  15. คุณสะอาด (ไม่ทราบนามสกุล)
  16. คุณย่าผาย (ไม่ทราบนามสกุล)

              

ซอยประชานฤมิตร เมื่อแรกนั้น เป็นถนนคันดิน กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีคลองล้อมรอบ

ทิศตะวันออก              ติดคลองบางโพขวาง(ซอยข้าวหลาม)

ทิศตะวันตก              ติดท่าน้ำวัดบางโพ(แม่น้ำเจ้าพระยา)

ทิศเหนือ                    ติดคลองบ้านญวณ

ทิศใต้                        ติดคลองบางโพ

การไปมาหาสู่ภายในชุมชุนในอดีตต้องอาศัยสะพานไม้ถึง 6 สะพาน  นับจากปากซอยทางด้านถนนประชาราษฏร์สาย 1 จนถึงถนนกรุงเทพ-นนทบุรี

สะพานไม้ที่ 1            อยู่ปากซอยด้านถนน(ประชานฤมิตรสาย 1)

สะพานไม้ที่ 2            อยู่หน้าร้านมกเซ่งซอยไม้

สะพานไม้ที่3             อยู่ปากซอยมนตรี เรียกอีกชื่อว่าสะพานซุง

สะพานไม้ที่4             อยู่ปากซอยข้าวหลามเรียก คลองบางโพขวาง

สะพานไม้ที่5             อยู่หน้าร้านไอเดียลอินเตอร์เทค

สะพานไม้ที่6             อยู่ปากซอยด้านถนน กรุงเทพ-นนทบุรี

                ถนนคันดินสมัยนั้น  เวลาหน้าแล้งก็มีฝุ่น พอถึงหน้าฝนก็เป็นบ่อโคลน ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา บ้างเดิน บ้างขี่จักรยาน มีรถยนต์บ้างแต่ไม่มาก สองฟากถนนมีร้านรวงเป็นห้องแถวไม้ปลูกเป็นแถวยาว  ถัดจากห้องแถวไม้ ด้านในเป็นร่องสวน  ปลูกไม้ผลมากมายเรียงรายนับตั้งแต่ปากซอยเข้ามาเลยทีเดียว ที่ปลูกกันในเวลานั้นก็มีส้ม ทุเรียน ลำไย มะม่วง ขนุน ฯลฯ ใครจะกินก็เก็บเอาสอยเอาตามใจชอบ ทั่วบริเวณมีแต่ความร่มรื่นเป็นธรรมชาติ ปลูกอะไรก็ได้ผล นอกจากอาชีพทำสวนแล้ว บริเวณสะพานไม้ที่ 4  ก็เคยมีการเผาข้าวหลามขายมีชื่อเสียงว่า  เป็นข้าวหลามรสอร่อยเป็นที่เลื่องลือ  เรียกขานกันมาจนทุกวันนี้ว่า ซอยข้าวหลาม ปัจจุบันไม่มีให้ซิมอีกแล้ว เหลือเพียงชื่อซอยข้าวหลามไว้เป็นอนุสรณ์

คุณสุพรรณ เล่าย้อนในยุคสมัยที่เป็นเด็กว่า ตั้งแต่เกิดมา  ก็เห็นมีแต่สวน มีต้นไม้เต็มไปหมด เมื่อวัยเด็ก อายุ 8 ขวบ เป็นลูกศิษย์วัดบางโพ ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ตามหลวงตาออกบิณฑบาต ต้องเดินผ่านสวนที่เป็นคันดิน บางครั้งก็เจองูเหลือมตัวกลมเขื่องนอนขดขวางทางอยู่ ก็ต้องเดินถอยหลังกลับเข้าสวนไปทะลุซอยไสวสุวรรณ ที่หน้าร้านประชาการช่างมีต้นโพธิต้นใหญ่ ตอนดึกๆ น่ากลัวมาก วันไหนลมพัดแรง จะได้ยินเสียงใบโพธิแกว่งไกวปะทะสายลมเสียดสีกันเสียงดังน่าประหวั่นพรั่นพรึง

                บรรยากาศตอนกลางคืนวังเวงเงียบสงัด ไม่มีไฟฟ้า จะมีเพียงแสงจากตะเกียงและแสงจากตัวหิ่งห้อยที่บินว่อนตามสวนกับจิ้งหรีด จักจั่น เรไร ร้องระงมไปทั่ว  เมื่ออากาศร้อน เด็กๆ จะปูเสื่อนอนเล่นกันใต้ต้นทุเรียน พอเข้าหน้าหนาว จะหนาวมาก พื้นกระดานเย็นเฉียบ เวลาเอาเท้าเหยียบจะเย็นเยือกจับขั้วหัวใจ เวลาพูดจะมีไออกจากปาก สมัยนี้ไม่หนาวเหมือนสมัยก่อนแล้ว

                ตามร่องสวนมีปลาชุกชุม ปลาเหล่านี้จะมาตามคลองบางโพเวลาน้ำขึ้น พอน้ำลง ชาวสวนจะอุดท่อเพื่อกักน้ำไว้รดต้นไม้ ปลาก็จะค้างอยู่ด้วย มีทั้งปลาตะเพียน ปลากระโห้ ปลาดุก ปลาซ่อน ปลาหมอ ตะพาบน้ำ กุ้งฝอย ออกลูกเต็มไปหมด เด็กๆ จะพากันไปดักปลาเอามาให้แม่ทำกับข้าวหรือไม่ก็พากันกระโดดน้ำเล่นที่คลองบางโพ เด็กผู้ชายชอบปีนขึ้นไปบนต้นชมพู่ และกระโดดลงมากลางคลองเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน น้ำใสไม่ดำ ไม่เหม็น เหมือนปัจจุบัน

                สมัยนั้นจะมีเรือพายขายกาแฟโอเลี้ยง ชาดำเย็น เวลามาขายจะบีบแตรปู้นๆ  ใครจะซื้อก็โบกมือส่งเสียงร้องเรียกเอา ถือขัน ถือกระติก หรือกระบอกอลูมิเนียมเตรียมไว้ใส่โอเลี้ยง ชาดำเย็น น้ำหวาน ขันละ 50 สตางค์ ราคาก็ถูกไม่มีถุงพลาสติก ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ 

                ถ้าอยากดูโทรทัศน์ ก็ต้องไปดูบ้านลุงเฉลิม  สุขมาก เป็นโทรทัศน์ขาวดำ โทรทัศน์สียังไม่มี เด็กๆ นั่งดูกันหลายๆ คนสนุกดี บ้านลุงเฉลิม ท่านยังต่อเรือขาย และมีเรือวิ่งออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นความตื่นเต้นของเด็กๆ ถ้าใครมีโอกาสนั่งเรือออกไปแม่น้ำเจ้าพระยา

                ธรรมชาติของกาลเวลา

ย่อมเดินไปข้างหน้า

                ทุกช่วงเวลาที่ผันผ่าน

ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเสมอ

        และทรงไว้ซี่งคุณค่า

หากมีใครจดจำเก็บนำมาเล่า

          ลุงเฉลิม  สุขมาก  อายุ 82 ปี เป็นคนเก่าแก่ที่อยู่ในชุมชนนี้มาตั้งแต่ต้น ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชนมาโดยตลอด ท่านเป็นผู้คิดริเริ่มสร้างถนนในชุมชนแห่งนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2503 โดยท่านเล็งเห็นว่า ซอยนี้น่าจะตัดถนนให้กว้างขึ้นเพื่อความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในภายภาคหน้า

                ท่านจึงนำความดำรินี้ไปปรึกษาคุณครูวัติ  ขำสายทอง เจ้าของที่ดินปากซอย คุณพ่อพิศ  ธรรมศาสตร์สิธิ์ และท่านนายอำเภอสุมนต์  ปิ่นแก้ว  นายอำเภอดุสิตในสมัยนั้น เมื่อท่านได้ตัดสินใจแล้ว  ท่านได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ ด้วยการออกเดินขอที่ดินจากเจ้าของที่ดิน ข้างละ 3 เมตร ซึ่งถนนเดิมกว้างเพียง 2 เมตร จะได้เป็น  8 เมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือด้วยดี แต่มีบางรายไม่ยินยอมยกที่ดินให้ ท่านก็พูดในทำนองเปรยว่า แปลกนะ คนไหน หวงที่ หวงทางเดิน ต้องมีอันเป็นไปทุกราย  คำพูดของท่านศักดิ์สิทธิ์นัก ไม่กี่วัน เจ้าของที่ดินรายนั้นก็ป่วยเป็นฝีประคำร้อยที่คอถึงแก่กรรม  ต่อมาไม่นานทายาทได้ยกที่ดินให้เป็นทางข้างละ 3 เมตร โดยไม่ต้องเอ่ยปากขออีก

                ถึงกระนั้นการตัดถนนก็ยังมีอุปสรรคอีกมาก ทั้งนี้เพราะทางอำเภอไม่มีงบประมาณ แต่ด้วยความตั้งใจและปณิธานอันแน่วแน่ ลุงเฉลิม  สุขมาก และคุณครูวัติ  ขำสายทอง  จึงร่วมกันออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นค่าจ้างคนงานขุดฟันต้นไม้ จ้างรถไถปรับหน้าดิน เมื่อปรับแลช้ว ถนนยังเป็นหลุมเป็นบ่ออยู่อีก ทางอำเภอจะเอาดินลูกรังมาเทให้ แต่ท่านได้ยับยั้งไว้ ด้วยเกรงว่า ดินลูกรังจะทำให้สวนส้ม สวนทุเรียน ที่มีอยู่ มีฝุ่นแดงจับที่ใบจะเกิดความเสียหายได้ ทางอำเภอจึงมาลาดยางให้ เมื่อปี พ.ศ. 2504 และตั้งชื่อให้ว่า ซอยร่วมสุข   จากการที่ชุมชนเจริญขึ้น  วิถีชีวิตของชาวบ้านที่เคยประกอบอาชีพทำไร่ทำสวนจึงเปลี่ยนมาทำกิจการค้า ทำเฟอร์นิเจอร์เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน จนเป็นแหล่งการค้าที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า เป็นย่านอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ ทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือน และ ประดิษฐกรรมไม้ทุกชนิด ซอยร่วมสุข ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของขาวบ้านในชุมชน เริ่มมีรถวิ่งเข้าออกจำนวนมากขึ้น ฐานรากพื้นถนนเดิมเป็นดินก็ทนน้ำหนักไม่ไหวทรุดตัว รถวิ่งไม่ได้

                ทางราชการได้เข้ามาปรับถนน ลาดยางให้ใหม่หลายครั้ง จวบจน พ.ศ. 2522 ได้รับการปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และเปลี่ยนชื่อจาก ซอยร่วมสุข เป็น ซอยประชานฤมิตร ซึ่งชื่อนี้มีความหมายในตัวเองยิ่งนัก

เมื่อการคมนาคมสะดวก ซอยประชานฤมิตร จึงเป็นที่รู้จักของคนภายนอกชุมชนมากขึ้น  สภาพสังคมแปรเปลี่ยนจากผู้คนไม่กี่หลังคาเรือนขยายเพิ่มขึ้น  มีการติดต่อค้าขายและมีผู้คนจากต่างถิ่นอพยพเข้ามาอาศัยทำมาหากิน เช่น พ่อค้าชาวจีน จากย่านวัดญวนสะพานขาว  จากย่านถนนดำรงรัก  วัดสระเกศสะพานดำ  บางลำพู  การเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใหม่  ก็นำเอาอาชีพเดิมเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ ประดิษฐกรรมไม้ติดตัวมาด้วย

ด้วยเหตุนี้ที่ด้านทิศตะวันตกของชุมชน  ติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่ใช้เป็นเส้นทางล่องแพซุง แพไม้ มาจากทางเหนือของประเทศไทยสู่กรุงเทพฯ มีเส้นทางการลำเลียงขนส่งสะดวกและมีโรงเลื่อยไม้อยู่ตั้งแต่บริเวณท่าน้ำ วัดบางโพ เรียงเรื่อยขึ้นไปทางนนทบุรี ตลอดแนว ย่านนี้จึงเป็นแหล่งรวมของไม้แปรรูปทุกชนิด และเป็นสิ่งดึงดูดให้ช่างไม้ ช่างเฟอร์นิเจอร์จากที่ต่างๆ เข้ามารวมกันอยู่ในซอยประชานฤมิตร  เมื่อช่างเฟอร์นิเจอร์มารวมตัวกันอยู่เช่นนี้ ก็เป็นแรงดึงดูดให้ผู้ขายวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์มารวมตัวอยู่ในซอยประชานฤมิตรด้วยเช่นกัน

ภายในชุมชนเริ่มมีร้านค้าเป็นจำนวนมาก  สภาพเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง  และขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ซอยประชานฤมิตรเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปมากขึ้น พากันเข้ามาซื้อหา สั่งทำ และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเป็นจำนวนมาก  จากอุตสาหกรรมในครัวเรือนเล็กๆ  จึงมีการขยายการผลิตตอบสนองลูกค้า ตลอดจนเปลี่ยนรูปแบบกิจการมาเป็นบริษัท ห้างร้าน ฯลฯ  เกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ จนเป็นประชาคมประชานฤมิตรในปัจจุบันถือเป็นแหล่งรวมเฟอร์นิเจอร์ทุกชนิด ชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ตกแต่งบ้าน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

อาชีพหลักของผู้คนในประชาคม ส่วนใหญ่จะยึดอาชีพเกี่ยวกับการประกอบกิจการเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เตียง ประดิษฐกรรมไม้ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน การแกะสลัก ทำผลิตภัณฑ์ไม้สำเร็จรูป เช่น กรอบกระจก หื้งพระ โต๊ะหมู่บูชา การไส เจาะ กลึง ทำคิ้วไม้ เลื่อยไม้ ตัดไม้ ซอยไม้ด้วยเครื่องจักร มีกิจการค้า ส่งออก และทำอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์อย่างครบวงจร  นอกจากนี้ยังมีกิจการค้าเกี่ยวเนื่องประเภทอื่น อาทิ ร้านจำหน่าย อุปกรณ์ไฟฟ้า โคมไฟ ค้าวัสดุก่อสร้าง สีทาบ้าน ร้านผ้าม่าน ทำเบาะเฟอร์นิเจอร์ และอุปกณ์ตกแต่งบ้าน เป็นต้น

สำนักงานเขตบางซื่อ  เล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของประชาคมประชานฤมิตรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาแต่อดีตและมีคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือเป็นศูนย์รวมของช่างฝีมือในการประกอบอาชีพเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไม้ สามารถสร้างแรงงาน และเศรษณกิจที่มีรายได้สูงให้กับเขตบางซื่อ  จนมีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป

สำนักงานเขตบางซื่อ จึงร่วมกันจัดตั้งประชาคมประชานฤมิตรแห่งนี้ให้เป็นประชาคมตัวอย่าง ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการขึ้นเป็นครั้งแรกมีการบริหารประชาคม โดยคณะกรรมการประชาคมซึ่งมาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ดูแลกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้าได้มาตรฐานทั้งคุณภาพและราคา มีการวางแผนการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการส่งออก การจัดงานรื่นเริง งานประเพณีภายในประชาคม

และเหนือสิ่งอื่นใดเป็นการแสดงพลังแห่งความรักความสามัคคีของพี่น้องชาวประชาคมประชานฤมิตรทุกคน

หากคุณคิดมองหาแหล่งเลือกสรร  มีครบครันเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกหา

แบบมากมายหลายหลากดูเกลื่อนตา  โปรดมุ่งมาประชานฤมิตรจะติดใจ

 

       พระคุณนี้รู้รำลึก

ลูกหลานประชาคมประชานฤมิตรทุกคน

            ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณ

ปู่ย่าตายายผู้ยอมเสียสละที่ดิน  ข้างละ  3 เมตร

            ในการทำถนน

ทำให้ซอยประชานฤมิตรเจริญ   รุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้

            ดวงวิญญาณของท่าน  สิ่งสถิตอยู่ ณ แห่งหนใด

ขอให้ปรภพเปิดทางสว่างไสว  เทวดาแห่ห้อมล้อมพาไป

            สิงสถิตย์อยู่ห้วงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทอญ

                           

 





© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.